Music Marketing เมื่อเสียงเพลงและการโฆษณามาเจอกัน

music-marketing

ตือ ดื้อ ดืดด ~ ตือ ดื้อ ดืดด ~ ตือ ดื่อ ดือ ดื้อ ดือออ ~

หลายคนคงพอจะฮัมเพลงนี้ได้และทายถูกว่าเป็นเพลงของแบรนด์ไหน ใช่แล้วครับ…รถไอติมวอลล์นั่นเอง

เพลงนี้น่าจะเป็นการทำ Music Marketing รูปแบบแรกๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเราซึ่งเมื่อเราได้ยินเสียงเพลงนี้ไม่ว่าจะปากซอย ท้ายซอย ใกล้ไกลแค่ไหนก็ตามเราก็จะรู้ทันทีว่านี่คือเสียงจากรถไอติมวอลล์ จะวิ่งออกมาทันหรือไม่ทันก็แล้วแต่จังหวะซึ่งก็มักจะไม่ทันซะเป็นส่วนใหญ่ ล่วงเลยมาถึงเวลาต่อมาบนจอทีวีเมื่อแบรนด์ก็ต้องเริ่มแข่งขันบนสื่อทีวีไม่แพ้กับสื่อนอกบ้าน 

การใช้เพลงมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดก็ยังคงดำเนินต่อไป ถ้าพูดว่า ‘กินอะไร กินอะไร กินอะไร …’ เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศจะสามารถร้องท่อนต่อไปของเพลงนี้กันได้อย่างแน่นอนและรู้ว่าเพลงนี้คือเพลงของร้านสุกี้ในใจใครหลายคนอย่าง MK นั่นเอง ด้วยเนื้อเพลงที่ง่ายๆ ร้องตามได้ แต่ใจความแฝงด้วยหมักฮุกอันทรงพลังที่พูดถึงปัญหาอันยิ่งใหญ่ของทุกคนว่าวันนี้กินอะไรดี จบด้วยการไปกิน MK แม้ก่อนหน้านี้ MK จะมีเพียงสุกี้ที่ดูจะเป็นอาหารมื้อใหญ่ที่ต้องมาเป็นครอบครัว แต่ในปัจจุบัน MK มีเมนูที่สามารถกินเป็นมื้อเที่ยง มื้อด่วน หรือมื้อสำหรับวันที่คิดอะไรไม่ออกได้เป็นอย่างดีตามเนื้อเพลง

หรือจะเป็นแลคตาซอยนมถั่วเหลืองที่มีหลากหลายไซส์ให้เลือก แต่เมื่อวันที่ต้องโปรโมตไซส์เล็กที่สุดหลายคนคงคิดว่ามันจะเป็นอะไรที่ยากมากแน่ๆ เพราะนมถั่วเหลืองส่วนใหญ่มักจะมาในไซส์ที่ใหญ่และอิ่มท้อง แต่แลคตาซอยกลับปล่อยไซส์เล็กลงสู่ตลาดพร้อมกับเพลง “แลคตาซอย 5 บาท” ใจความที่ครบถ้วนในเนื้อเพลงทั้งขนาด ราคา ปริมาณ และทำนองง่ายๆ ร้องตามได้ทุกคน จึงไม่แปลกใจเลยที่เพลงนี้ยังคงถูกพูดถึงอยู่เรื่อยๆ ถึงขั้นที่ว่าถ้าพูดคำว่าแลคตาซอย 5 บาทออกมาหลายคนคงห้ามใจยากที่จะร้องท่อนต่อไปทันที 

เมื่อสื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำการตลาดก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้งเพราะแต่ก่อนเราอาจจะทำแค่เพลงขึ้นมาเพื่อโปรโมตสินค้า แต่ ณ ตอนนี้เราต้องทำทั้งเพลงและ MV หรือทั้งภาพและเสียงนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากการที่มีการ Collaboration ระหว่างแบรนด์กับศิลปินมากขึ้น อย่างเพลงยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอของดา เอ็นโดรฟินซึ่งเป็นเพลงฉลองครบรอบ 50 ปี Toyota ในประเทศไทย ถ้าใครที่ไม่เคยดู MV มาก่อนอาจจะคิดว่าเป็นแค่เพลงรักเนื้อหาดีๆ เพลงนึงเฉยๆ แต่เมื่อมองลึกลงไปถึง MV เราจะพบว่าใน MV มีการถ่ายทอดเรื่องราวความรักในรูปแบบต่างๆ แต่ละช่วงอายุ ผ่านรถยนต์ของ Toyota แต่ละรุ่นทั้งเก่าและใหม่ แม้ตัวเพลงจะไม่ได้พูดถึง Toyota โดยตรงแต่ในตัว MV ได้พูดแทนแล้วว่าเพลงนี้ยิ่งรู้จักก็ยิ่งรัก Toyota หมดใจ

Music Marketing ยุคโซเชียลมีเดีย

จากนั้นก็มีการทำ Music Marketing มาเรื่อยๆ และมีพัฒนาการมากยิ่งขึ้น ในวันที่เพลงไม่ได้หยุดอยู่แค่เทป ซีดี หรือ MP3 อีกแล้ว การเข้ามาของ Music Streaming platform และ Social Media สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับวงการเพลง คนหันไปใช้บริการแนวนี้มากขึ้น คนฟังเพลงจากซีดี เทป MP3 น้อยลง คนดูทีวีก็น้อยลงไป เน้นเล่น Social Media มากขึ้น ทำให้ Music Marketing ได้เกิดเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กลายเป็นที่แบรนด์ทำเพลงขึ้นมาร่วมกับศิลปินและปล่อยในช่องทาง Social Media ต่างๆ เพื่อการโปรโมทสินค้า บริการ หรือแม้กระทั่งเพื่อ Awareness

ยกตัวอย่างในปี 2019 กับ ‘TMRW’ บัตรเครดิตน้องใหม่ซึ่งเจาะตลาดวัยรุ่นโดยเฉพาะก็ได้เห็นว่าเทรนด์ในวงการเพลงตอนนี้ Hiphop กำลังมาแรง ด้วยพลังจากรายการ Rap is Now, The Rapper, Show me the money ที่ดังและเป็นกระแสอยู่ ณ ตอนนั้นทำให้ TMRW หยิบเอาศิลปิน Hiphop ชื่อดังระดับแนวหน้ามารวมกันในเพลงที่ชื่อเดียวกับแบรนด์ก็คือ TMRW ซึ่งในเพลงก็ได้มีแทรกท่อนที่ร้องว่า Tomorrow ซึ่งก็คือชื่อแบรนด์อยู่ในเพลงที่แม้จะหลายจุดแต่ก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาที่เค้าต้องการสื่อเปลี่ยนไปและทำให้เพลงน่าสนใจมากขึ้นจนมียอดวิวสูงถึง 65 ล้านวิว นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

หรือจะเป็นเพลง ‘ปากว่าง’ ของ The Toys ซึ่งดัชมิลล์ก็หยิบเอา Keyword ความปากว่าง ความหิว มาผสมกันอย่างลงตัว ใหม่ขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเพลง ‘ดี๊ดี’ ของ JAYLERR x PARIS ที่ทำร่วมกับ Nescafe ทีเรียกได้ว่าทุกคนร้องตามกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองแถมยอดวิวก็หลักสิบล้านกันเลยทีเดียว นับว่า Social Media อย่าง YouTube เป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้แบรนด์สื่อสารผ่านเสียงเพลงและ MV สู่ผู้ชมได้ง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว

Social Media ได้ช่วยเพิ่มความสนุกของ Music Marketing ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการทำเพลงล้อเลียน หรือให้ศิลปินมาร้องเพลงขาย Product แบบตรงๆ เรื่องเพลงล้อเลียนแนว Parody หลายคนอาจจะเคยร้องเล่นๆ กันกับเพื่อน แต่เมื่อวันนึงมันกลายเป็นท่านึงของการทำ Music Marketing ที่ได้ผลเกินคาดก็คงจะดีไม่น้อย

อย่างเพลง ‘เปรตป่ะ’ ของ TangBadVoice ที่เล่าเรื่องการเจอผีเปรตแบบฮาๆ ตลอดทั้งเพลงซึ่งชาวโซเชียลก็มีการแชร์เพลงนี้จนเกิดเป็นไวรัล มีคนทำ MV Parody มากมาย จนวันนึง Hatari ได้หยิบเอาเพลงนี้มาโปรโมท Harari Air Cooler ซึ่งก็เอาเพลงนี้มาทำเป็นแนว Parody แบบขายของตรงๆ ซึ่งยอดวิวก็ปาเข้าไป 36 ล้าน นับว่าเป็นอีกหนึ่งโฆษณาที่น่าสนใจมากๆ

หรือจะเป็นล่าสุดอย่างเพลงทน ของ SPRITE x GUYGEEGEE กับท่อนฮุกที่ใครๆ ก็ต้องคุ้นหู ‘พี่ไม่มี Louis Vuitton มีแต่หนี้ก้อนโต นวลน้องคงน้ำตานองเพราะต้องช่วยพี่ออกค่าคอนโด’ ที่เคยติดชาร์ตเพลงระดับโลกอย่าง Billboard มาแล้วแถมดังมากใน TikTok ซึ่งทาง Krungsri First Choice ก็ได้หยิบเอาเพลงนี้มาทำใหม่ จากเพลงทน กลายเป็น ไม่ต้องทน พร้อมกับท่อนฮุกท่อนใหม่ที่ร้องว่า ‘พี่ไม่เอา Louis Vuitton จะเคลียร์หนี้ก้อนโต อยากได้อะไรก็ยอม ไม่ต้องช่วยพี่ออกค่าคอนโด อยู่กับพี่อะมี First Choice นะ น้องไม่ต้องมาทน อยู่กับพี่อะมี First Choice นะ น้องไม่ต้องมาทน’ ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก ยอดทะยานแตะแสนวิวทันทีหลังจากเพลงออกได้ไม่กี่วัน 

ส่วนใหญ่ Music Marketing แบรนด์มักจะนำเสนอในมุมของการสร้าง Awareness เป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ทำให้คนคุ้นหูจากการปล่อยเพลงออกมาก่อนและค่อยมี MV ตาม ซึ่งการทำการตลาดลักษณะนี้ก็กลายเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามากันต่อเพราะนอกจากจะมีความหลากหลายแล้ว ยังทำให้ผู้บริโภคคุ้นชื่อแบรนด์ได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

SHARE