เทคโนโลยี BCI ทำให้อนาคตเริ่มใกล้เคียงกับหนัง Sci-Fi เข้าไปทุกที!

bci-technology

หูฟังบลูทูธ นาฬิกาสมาร์ตวอตช์ การปลดล็อกมือถือด้วยใบหน้า หรือการสั่งการด้วยเสียง กลายเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยไม่ก็คุ้นตาไปแล้วในยุคสมัยนี้

การที่เทคโนโลยีอันแสนก้าวหน้าทั้งหลาย กำลังขยับเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ นั้น เราเชื่อว่าคุณก็คงเคยคิดว่าในอนาคตวันหนึ่ง ชีวิตประจำวันของเราอาจเหมือนในภาพยนตร์ Sci-Fi หรือซีรีส์เรื่อง Black Mirror ที่แค่คิด… ก็สื่อสารหรือสั่งการทุกอย่างรอบตัวได้

ซึ่งนั่นไม่ใช่แค่พล็อตหนัง Sci-Fi อีกต่อไปแล้ว!

ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่ชื่อว่า Brain-Computer Interface หรือ BCI กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีนี้จะสามารถอ่านคลื่นของสมอง แล้วประมวลผลออกมาเป็นข้อมูลเพื่อใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์คิดค้นขึ้น เช่น การให้ทหารควบคุมโดรน ผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับแขนขาด้วยตัวเองได้ ก็สามารถใช้สมองสั่งให้แขนหรือนิ้วมือขยับได้ สามารถกู้คืนประสาทสัมผัสของผู้บาดเจ็บที่กระดูกสันหลังได้ และบางครั้งยังส่งข้อมูลนั้นกลับไปยังสมองเพื่อรับรู้ข้อมูลใหม่ได้อีกด้วย 

โดยตอนนี้ BCI แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

  1. ต้องผ่าแล้วผังอุปกรณ์เข้าไปในสมอง เพื่อเชื่อมต่อกับระบบประสาทเลย (Invasive BCIs)
  2. ต้องสร้างอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมา เพื่อจับสัญญาณเอาจากภายนอก (Non-Invasive BCIs)

Elon Musk และ Mark Zuckerberg ทำให้เทคโนโลยีนี้ใกล้ความเป็นจริงขึ้น

หลายๆ บริษัทได้มีการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้แล้ว อย่าง Neuralink ของ Elon Musk ที่มุ่งพัฒนาการฝังชิปในสมอง เพื่อให้สมองมนุษย์สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองได้รวดเร็วขึ้น ก็ได้คิดค้นอุปกรณ์ชื่อ ‘N1’ เป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่นำมาใช้งานกับมนุษย์จริงๆ โดยติดตั้งบนผิวกะโหลกศีรษะ แล้วตรวจจับข้อมูลจากสมองของมนุษย์ด้วยใยสื่อประสาทเส้นเล็กๆ เพื่อช่วยให้ AI สามารถอ่านและจำลอง คลื่นสมองของเราได้

Mark Zuckerberg ก็เคยประกาศในงาน Facebook F8 ประจำปี 2017 ว่าเฟซบุ๊กได้ทุ่มวิศวกรและนักวิจัยกว่า 60 คน ค้นคว้าในเรื่องของ BCI โดยเฉพาะ เพื่อหาวิธีสื่อสารโดยไม่ต้องใช้มือพิมพ์ แต่อ่านจากสมองออกมาด้วยอัตราความเร็ว 100 คำต่อนาที (Brain-Typing) ซึ่งมีความเร็วสูงกว่าการพิมพ์จากมือถือถึง 5 เท่า!

รวมถึงทุ่มเงินราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) ซื้อสายรัดแขนจาก CTRL-Labs ซึ่งสามารถสั่งการคอมพิวเตอร์ได้ด้วยการจับค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดจากการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อในขณะที่ผู้ใช้งานสวมใส่สายรัดแขน มาพัฒนาต่ออีกด้วย

ในอนาคต หาก BCIs พัฒนาจนใช้ในมนุษย์ทั่วไปได้จริง สิ่งที่เราเห็นในหนังคงไม่ใช่เรื่องเกินจินตนาการอีกต่อไป เราจะสามารถส่งกระแสจิตคุยกับคนที่เรารักได้ สามารถมีพลังในการคิดคำนวณได้อย่างเหนือมนุษย์ ย้อนดูความจำและความฝันได้ รวมถึงเสพสื่อบันเทิงได้แบบเสมือนจริงที่สุด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สาย Futurist (นักอนาคต) เชื่อว่า จะมีเทคโนโลยีที่สามารถอัปโหลดสมองของเราเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ก่อนปี 2045 

มนุษย์พร้อมแล้วหรือไม่?

การทำให้มนุษย์เป็นยอดมนุษย์ด้วย BCI นั้น ก็มีคำถามน่าคิดที่ต่อหลายประการเลยทีเดียว อาทิ

  • ใครกันที่จะเป็นเจ้าของข้อมูลที่สร้างและบันทึกผ่านสมองของเรา?
  • ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปซื้อขายเหมือนอย่างที่มีประเด็นเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลกันอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า?
  • เราจะถูกจับตาด้วย BCIs เหล่านี้ไหม เช่น ดูว่าคุณตั้งใจเรียนหรือทำงานจริงหรือ?
  • สมองเราจะถูกแฮกได้รึเปล่า? 

ประเด็นที่ต้องถกเถียงต่อ จึงมีทั้งเรื่องของอคติที่อาจเกิดจาก AI ที่เข้ามาประมวลผลข้อมูลจากสมองและมีผลต่อการตัดสินใจของเรา รวมไปถึงประเด็นของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่ออกมาจากสมองของเรา หรือแม้กระทั่งว่า ความเหลื่อมล้ำที่อาจจะเกิดขึ้น ระหว่างคนที่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ ประเด็นเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่นักพัฒนาเทคโนโลยีต้องคิดควบคู่ไปกับการหาทางให้ BCI ใช้ได้ในโลกจริงต่อไป