เราเชื่อว่า คำถามประเภทที่ว่าคนที่รอบรู้ ทำอะไรได้อย่างกว้างขวางกับคนที่เป็นเซียนเฉพาะด้านหรือมีความเชี่ยวชาญพิเศษ คนประเภทไหนมีโอกาสก้าวหน้าหรือมีข้อได้เปรียบในด้านการทำงานมากกว่ากัน ? เป็นคำถามที่จะทำให้เกิดข้อถกเถียงอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับยุคสมัยและเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่ว่าจะรู้กว้างแบบเป็ด (Generalist) หรือรู้ลึกเฉพาะทาง (Specialist) ต่างก็เป็นที่ต้องการของทุกองค์กรทั้งนั้น และแต่ละประเภทก็มีจุดแข็งกันคนละแบบ แตกต่างกันไปตามสาขาอาชีพ
เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่กำลังสับสนหรือถามตัวเองอยู่ว่า ควรจะพัฒนาทักษะตัวเองเพิ่มเพื่อรู้อะไรหลากหลายและทำงานได้หลายอย่าง เพราะอาจเป็นที่ต้องการของธุรกิจยุคใหม่ หรือควรจะลงลึกศึกษาเฉพาะทางไปเลย เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริงชนิดที่องค์กรจะขาดคนอย่างเราไปไม่ได้ ก่อนอื่นให้ถามตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร รู้จักความต้องการของตัวเองก่อนจะถามถึงความต้องการที่โลกต้องการจากเรา การทำเช่นนี้จะช่วยทำให้เรามุ่งไปยังจุดหมายที่ชัดเจน และเป็นผลดีต่อองค์กรและต่อความสุขของตัวเองด้วย
และเพื่อให้รู้จักและเข้าใจตัวเองให้ลึกซึ้งขึ้น มาลองดูจุดแข็ง – จุดอ่อนของการเป็นคนแบบรู้กว้างและรู้ลึกกัน!
จุดแข็ง – จุดอ่อนของคนประเภทรู้กว้าง (Generalist)
จุดแข็งของคนแบบนี้คือ สามารถในการมองเห็นภาพรวมของการทำงานทั้งระบบได้ดี เพราะตัวเองมีความสนใจที่หลากหลาย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในองค์กร Generalist สามารถแก้ปัญหาหรือเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายได้
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ คนประเภทนี้ยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถย้ายและเปลี่ยนสายงานได้อย่างคล่องแคล่วเพราะมีความรู้ความสามารถที่กว้างขวาง คนรู้กว้างไม่มีปัญหากับการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ อีกทั้งมักไม่ค่อยเจอปัญหาหมดไฟในการทำงาน เพราะพวกเขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองเบื่อหรือจมจ่อมอยู่กับสิ่งที่ไม่สนใจนานเกินไป
อย่างไรก็ตาม คนรู้กว้างก็มีจุดอ่อนเช่นกัน นั่นคือการรู้กว้างอย่างเดียวอาจทำให้ขาดความมั่นคงในหน้าที่การงาน เพราะหากเปรียบเทียบการหาคนเข้ามาทำงานระหว่าง Generalist กับ Specialist แนวโน้มในการหาคนเข้ามาแทนที่ Generalist มักเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะความเชี่ยวชาญหรือทักษะพิเศษนั้นต้องอาศัยเวลาและการลงทุนลงแรงมายาวนานกว่า
อีกเรื่องคือ Generalist อาจมีปัญหาเรื่องภาวะเครียดจากการทำงานได้ง่ายกว่าเนื่องจากต้องจัดการงานที่หลากหลาย จนบางครั้งอาจเกิดภาวะเหนื่อยล้าจากการทำงานได้
จุดแข็ง – จุดอ่อนของคนประเภทรู้ลึก (Specialist)
จุดแข็งหรือข้อดีของ Specialist คือการมีคู่แข่งที่น้อยกว่า เพราะปริมาณคนในตลาดแรงงานที่มีความสามารถหรือทักษะเฉพาะทางย่อมมีน้อยกว่าคนทั่วไป และหายากที่คนทั่วไปจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไรและจะไปให้สุดในเส้นทางนั้นจนกลายเป็น Specialist นี่จึงเป็นข้อดีในด้านของการเรียกเงินเดือนอีกด้วย ยิ่งความสามารถหรือทักษะนั้นเฉพาะทางมากเท่าไหร่ ก็เป็นที่ต้องการขององค์กรมากเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจาก Generalist ตรงที่ความรู้ความสามารถหลากหลายรอบด้านมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนของ Generalist ก็มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
ถึงอย่างนั้น Specialist ก็มีจุดอ่อนตรงที่ทักษะและความสามารถที่มีอยู่อาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัยในวันข้างหน้าได้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ พัฒนาอยู่เสมอ ในอนาคต ทักษะที่ต้องอาศัย Specialist ก็อาจถูกแทนที่ด้วย AI หรือเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถทำงานได้ผลลัพธ์ดีเช่นกัน และวันนั้น Specialist อาจไม่เป็นที่ต้องการ
“รู้ลึก” หรือ “รู้กว้าง” ใครคือผู้ชนะ ?
ที่จริงแล้ว อาจไม่มีคำตอบถูกต้องที่สุด เพราะในวันหนึ่ง Generalist ก็เป็น Specialist ได้ หากเจอความสามารถที่ตัวเองถนัดที่สุด ชอบที่สุด และพัฒนาทักษะด้านนั้นให้เก่ง ในขณะเดียวกันก็ยังคงเรียนรู้ในเรื่องอื่นที่ตัวเองสนใจไปด้วยพร้อมกัน
ในขณะเดียวกัน Specialist เองก็สามารถพัฒนาทักษะที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว พร้อมกับที่ไปศึกษาทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้เข้าใจในเนื้องานที่ถนัดได้มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องรู้และเก่งแค่เรื่องเดียว แต่จะเป็นรู้ได้อย่างครอบคลุม และสามารถนำความรู้ของศาสตร์อื่นๆ มาอธิบายในเรื่องที่ตัวเองเชี่ยวชาญต่อได้อย่างสมบูรณ์ลึกซึ้งขึ้น
เพราะฉะนั้นหากถามว่าใครคือผู้ชนะ ? อาจตอบได้ว่าชนะทั้งคู่หรือไม่ก็ไม่มีผู้ชนะเลย เพราะผู้ชนะที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พวกเขาจะมีสกิลหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การเป็นน้ำครึ่งแก้ว” (หรือบางครั้งก็อาจเทน้ำให้หมดแก้วเลยก็ได้) เพื่อที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ เพราะในความเป็นจริง สิ่งที่เรารู้นั้นมีน้อยนิดหากเทียบกับสิ่งที่เราไม่รู้เลย
รู้ลึกและรู้กว้างไปพร้อมกันด้วย Y-Skills
เราสามารถเป็นทั้งคนที่รู้ลึกและรู้กว้างไปพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องกำหนดกรอบหรือนิยามตัวเองว่าเป็นคนประเภทใดประเภทหนึ่ง แค่อาจมีแนวโน้มเป็นประเภทไหนได้มากกว่ากันเท่านั้นเอง ซึ่งมีทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราเป็นคนทั้ง 2 ประเภทไปพร้อมกันได้ นั่นคือ Y – Skills ซึ่งประกอบไปด้วย 3Y คือ
Y1 คือกรอบคิดแบบ Y Shape หางของ Y หมายถึงการรู้ลึก รู้จริง ส่วนหัวของ Y คือ “wide” หมายถึงการรู้กว้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การรู้เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น แต่เชื่อมโยงและบูรณาการความรู้นั้นเข้าด้วยกันจนลึกซึ้งในเรื่องนั้นๆ ได้
Y2 คือ “Why” ที่มาจากการเริ่มต้นตั้งคำถามว่า “ทำไม” Start with Why? ก่อนเสมอ เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในทุกเรื่อง
Y3 คือการ Think “Widely” หมายถึงการมีความคิดนอกกรอบ โดยใช้เครื่องมือฮิตอย่าง Design Thinking หรือกระบวนการเชิงออกแบบในการทำงานและแก้ปัญหา เพื่อให้มองภาพมุมกว้างและต่อยอดกับทักษะที่มีอยู่ได้มากขึ้น
สรุป
สุดท้ายแล้ว นอกจากไม่มีคำตอบฟันธงว่าความรู้ประเภทไหนดีกว่ากัน ในความเป็นจริง โลกของเราก็อาจขาดคนประเภทใดประเภทหนึ่งไปไม่ได้เลย บางองค์กรต้องการคนรอบรู้กว้างขวางอย่างเช่น องค์กรขนาดเล็กหรือ Start-Up ที่ต้องการคนทำงานว่องไว ประสานงานเก่ง และเข้าใจมุมมองการทำงานที่หลากหลาย หรือบางองค์กรอาจเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือเฉพาะทางที่ต้องการคนรู้ลึกรู้จริงเข้าใจในเนื้องานของตนเอง และแก้ปัญหาให้องค์กรได้อย่างตรงจุด
อ้างอิง :
- https://www.forbes.com/sites/forbeshumanresourcescouncil/2021/03/12/generalists-versus-specialists-the-winner-doesnt-take-it-all/?sh=601045c65e63
- https://www.linkedin.com/business/talent/blog/talent-strategy/most-in-demand-jobs
- https://innovationmanagement.se/2020/10/27/what-are-the-differences-and-advantages-between-a-specialist-and-a-generalist/
- https://www.cnbc.com/2020/06/15/harvard-yale-researcher-future-success-is-not-a-specific-skill-its-a-type-of-thinking.html