เลิกทำตาม Passion แล้วหันมา Follow your Blisters ดูสิ

what-to-follow-instead-of-passion

“ทำตาม Passion” ฟังดูเป็นเรื่องดีที่เราจะได้ทำในสิ่งที่ชอบและหลงใหล เป็นสิ่งที่เราปรารถนาที่จะทำโดยไม่มีใครบังคับ

แต่เราควรทำตาม Passion จริงหรือ?
คำว่า Passion นั้นมีวันหมดอายุหรือเปล่า?
ถ้าไม่มี Passion ชีวิตจะไร้ความหมายไหม?

คำตอบก็คือ Passion ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญกว่า 

ต้องยอมรับว่า Passion กลายเป็น Buzzword ที่เราได้ยินอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงานหรือการใช้ชีวิต จนทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากไม่มี Passion แล้ว เราจะดูเหมือนไม่อยากใช้ชีวิตหรือไม่มีฝันเลยหรือเปล่า?

ความจริงก็คือไม่ใช่เรื่องแปลก การที่เราไม่ได้ทำตาม Passion ไม่ได้แปลว่าเรากำลังลงโทษตัวเองแต่อย่างใด เพราะในการทำงาน เราก็ไม่ได้ทำงานไปเพื่อตอบสนองต่อ Passion เพียงอย่างเดียว แต่เราทำงานเพื่อความจำเป็นในการใช้ชีวิต และยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ไม่ได้อนุญาตให้เราสามารถทำตามใจตัวเองได้ในทุกเรื่อง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ในหลักคิดของญี่ปุ่นเรื่อง IKIGAI ได้พูดถึง Passion ไว้ว่าเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์เท่านั้น และแน่นอนว่า Passion ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต เพราะสิ่งที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์นั้นต้องประกอบไปด้วย

  • What you love (Passion) สิ่งที่คุณรัก สิ่งที่ปรารถนา
  • What the world needs (Problems) สิ่งที่โลกต้องการ
  • What you are good at (Purpose) สิ่งที่ถนัด
  • What you can get paid for (Profit) สิ่งที่มีคนยอมจ่ายเงินให้เรา

ถ้าเราทำตามความถนัด + ความหลงใหล มันจะเป็นสิ่งที่เราชอบทำเพื่อตัวเอง เราจะรู้สึกตื่นเต้นรื่นเริงแต่จะรู้สึกไม่มั่งคั่งมั่นคง หรือหากเราทำเพื่อรายได้ + ประโยชน์ต่อผู้อื่น มันก็คือสิ่งที่ทำไปเพื่อเงิน หรือเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัว เราก็อาจจะรู้สึกสบายแต่ว่างเปล่า เพราะฉะนั้นความสมดุลของทั้ง 4 ด้านคือสิ่งดี มากกว่าการโฟกัสที่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง

ถ้าทำตาม Passion แล้วพัง ลองตามหา ‘Your Blisster’ ดูสิ!

การทำตาม Passion บางครั้งอาจทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นในช่วงแรก แต่นานไปก็อาจรู้สึกล่องลอยและว่างเปล่าได้ นั่นเพราะ Passion เองก็มีวันหมดอายุ เราคงไม่รู้สึกมีไฟ หรือตื่นเต้นกับอะไรไปได้นานๆ ตามธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ลองมองหาสิ่งที่คุณรู้สึกสบายใจที่ได้ทำไปเรื่อยๆ แม้อาจไม่ได้ทำได้ดีที่สุดก็ตาม ซึ่งสิ่งนั้นเองที่เรียกกันว่า “Blisster”

Blisster คือสิ่งที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงคุณ สิ่งที่ทำให้คุณอยากกลับมาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก มันอาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่คุณอยากทำแม้สิ่งนั้นคุณจะยังทำได้ไม่ดีพอก็ตาม แต่ Blisster จะช่วยสร้างลักษณะนิสัยใหม่ให้คุณทีละนิด อย่างเช่น การที่คุณชอบเขียนหนังสือทุกวัน และพบว่ายังเขียนได้ไม่ดีที่สุด ยังมีอีกหลายจุดที่ต้องแก้ไข บางครั้งอาจเกิดความรู้สึกหงุดหงิดที่ยังทำได้ไม่ดีพอ แต่ก็ยังคงทำไปเรื่อยๆทุกวัน เขียนไปทุกวัน สำรวจตัวเอง แล้ววันหนึ่งคุณก็อาจพบว่าการเขียนคือสิ่งที่คุณสบายใจที่จะทำที่สุด และการเขียนได้สร้างลักษณะนิสัยใหม่ขึ้นมาแล้วคือได้จดจ่อ ลื่นไหลไปกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ลักษณะแบบนี้เรียกอีกอย่างว่า “สภาวะ Flow”

สภาวะ Flow

Mihaly Csikszentmihalyi บิดาผู้ริเริ่มคำว่า Flow ได้อธิบายไว้ว่า ‘สภาวะ Flow’ คือ สภาวะของการรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่กำลังทำอยู่โดยสมบูรณ์ รู้สึกลืมตัวตน ลืมเวลา ทุกๆ การกระทำและความคิดก็จะไหลลื่นไปพร้อมๆ กันประหนึ่งว่ากำลังเล่นดนตรีแจ๊สอย่างไรอย่างนั้น

และจากการศึกษาวิจัยยังระบุว่า การเกิดสภาวะ Flow ในการทำงาน นอกจากจะทำให้ผลลัพธ์ของงานมี Productivity ที่สูงขึ้นถึง 500% แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความสุขอย่างมากมายให้พนักงานอีกด้วย จนถือเป็น Secret of Happiness at Work เลยทีเดียว เพราะเวลาที่คุณมีสภาวะ Flow ในการทำงาน คุณจะมีสมาธิจดจ่อกับงานนั้นมาก ตัวตนของคุณจะหายไป อีโก้ของคุณจะหายไป เพราะคุณจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่า แต่ในขณะเดียวกันคุณก็จะรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่ เป็นสภาวะ Serenity นั่นคือ สงบ ไม่มีความกังวล มีความคิดสร้างสรรค์เต็มเปี่ยม และปราศจากอัตตาตัวตน ซึ่งสภาวะนี้จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่าคุณจะล้มเหลวหรือไม่ เพราะคุณได้ใส่ใจและเต็มที่กับงานนั้นๆ แล้ว

เหมือนอย่างหลักคิดอีกข้อของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “วิถี Wabi-Sabi ความงดงามแม้ไม่สมบูรณ์แบบ”

Wabi – Sabi อนุญาตให้ตัวเองไม่ต้องสมบูรณ์แบบบ้างก็ได้

Wabi-Sabi คือหลักคิดที่บอกให้เราปล่อยวางจาก Passion และปล่อยให้มันเป็นไปอย่างธรรมชาติอย่างที่ควรเป็น บางครั้งอาจล้มเหลว บางครั้งอาจยังทำได้ไม่ดีที่สุด แต่ว่านั่นไม่ใช่จุดจบของชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับโอกาสใหม่ต่างหาก โดยโลกทัศน์แบบวะบิซะบิคือ 

  • เราไม่จำเป็นต้องชอบความล้มเหลว แต่เราควรเรียนรู้จากมัน ความล้มเหลวนั้นทำให้เราอดทนมากขึ้น และช่วยให้เราเติบโตขึ้น เมื่อเราเลิกพยายามที่จะสมบูรณ์แบบ เราก็จะไม่มองความล้มเหลวว่าเป็นความล้มเหลวอีกเลย
  • เพราะความรู้สึกล้มเหลวนั้นไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เช่นกันกับ Passion แปลว่าในแต่ละวันเราก็มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
  • ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ บางทีนี่อาจเป็นจังหวะให้เราได้หยุด พลิกมุมมองใหม่ บิดนิสัยตัวเองเล็กน้อย หรือการมองหาหนทางใหม่

SHARE